หน้าแรก / บทความ / ฝากหรือโปะหนี้บ้าน
วางแผนภาษี

มีเงินก้อน ควรฝากหรือโปะหนี้บ้าน? อย่าลืมคิด “ภาษี”

โดย วิศรุต ศรีโรจนกุล (ต๋อม), CFP®
·12 กรกฎาคม 2569 ·อ่าน 6 นาที

มีเงินก้อนอยู่ในมือ ควร “ฝากธนาคาร” หรือ “โปะหนี้บ้าน” ดี? หลายคนเทียบแค่ดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ — แต่ลืมปัจจัยสำคัญที่พลิกคำตอบได้เลย นั่นคือ ภาษี

ในบทความนี้
  1. หลักคิดพื้นฐาน
  2. ภาษี 2 ขาที่คนมองข้าม
  3. ต้นทุนกู้บ้านที่แท้จริง
  4. ลองคิดตามตัวอย่าง
  5. แล้วเมื่อไหร่ควรโปะ
  6. คำถามที่พบบ่อย

หลักคิดพื้นฐาน

หลักง่าย ๆ คือ ถ้า ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ก็ควรฝาก (เพราะได้กำไรส่วนต่าง) แล้วค่อยถอนมาโปะเมื่อดอกเบี้ยกู้ขยับสูงกว่า — ฟังดูตรงไปตรงมา

แต่ตัวเลขที่เอามาเทียบ ต้องเป็นตัวเลข “หลังภาษี” ทั้งคู่ ไม่ใช่ดอกเบี้ยหน้าสัญญา ไม่งั้นอาจตัดสินใจผิด

ภาษี 2 ขาที่คนมองข้าม

ขาที่ 1 · ฝั่งเงินฝาก

ดอกเบี้ยเงินฝากถูก หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ผลตอบแทนจริงจึงน้อยกว่าที่โฆษณา

ผลตอบแทนจริง = ดอกเบี้ย × 0.85
ขาที่ 2 · ฝั่งหนี้บ้าน

ดอกเบี้ยกู้บ้าน นำมาลดหย่อนภาษีได้ ต้นทุนกู้ที่แท้จริงจึงต่ำกว่าอัตราหน้าสัญญา

ต้นทุนจริง = ดอกเบี้ย × (1 − อัตราภาษีของคุณ)

ต้นทุนกู้บ้านที่แท้จริง (ตัวอย่างดอกเบี้ยหน้าสัญญา 3%)

ยิ่งฐานภาษีสูง สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านก็ยิ่งช่วยลดต้นทุนกู้ของคุณ:

ฐานภาษีของคุณต้นทุนกู้ที่แท้จริง
5%2.85%
10%2.70%
15%2.55%
20%2.40%
25%2.25%
30%2.10%
35%1.95%
ดอกเบี้ยหน้าสัญญา 3% × (1 − อัตราภาษี) = ต้นทุนกู้ที่แท้จริง
ข้อควรรู้: สิทธิลดหย่อนดอกเบี้ยบ้านมีเพดาน

ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อ/สร้างที่อยู่อาศัยลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี (ตามมาตรา 47(1)(ซ)) ดังนั้นผลของการลดต้นทุนกู้ในตารางจะใช้ได้เต็มที่กับดอกเบี้ยส่วนที่ไม่เกินเพดานนี้ — สินเชื่อก้อนใหญ่ที่จ่ายดอกเบี้ยเกิน 100,000 บาท/ปี ส่วนที่เกินจะไม่ได้สิทธิลดหย่อน

ลองคิดตามตัวอย่าง

สมมติคุณอยู่ฐานภาษี 20% และผ่อนบ้านดอกเบี้ยคงที่ 3%:

ต้นทุนกู้ที่แท้จริง = 3% × (1 − 0.20) = 2.40%
เงินฝากต้องได้เกิน 2.82% ถึงจะคุ้มกว่าโปะ (เพราะ 2.82% × 0.85 = 2.40%)

แปลว่าถ้ามีบัญชีเงินฝากที่ให้ดอกเบี้ยเกิน 2.82% ก็ควรฝากไว้ ได้ผลตอบแทนหลังภาษีสูงกว่าต้นทุนหนี้บ้าน

แล้วเมื่อไหร่ควรโปะ

ควรโปะเมื่อ ต้นทุนกู้ที่แท้จริง สูงกว่า ผลตอบแทนเงินฝากหลังภาษี

ต่อจากตัวอย่างเดิม สมมติเงินฝากให้ 3.75% (สุทธิหลังภาษี = 3.75% × 0.85 = 3.19%) — แม้ภายหลังดอกเบี้ยบ้านจะปรับเป็นลอยตัวเกิน 3.19% ก็ ยังไม่ควรรีบโปะ เพราะต้องคิดสิทธิลดหย่อนด้วย · จุดที่ควรโปะจริง ๆ คือเมื่อดอกเบี้ยกู้ เกินราว 4.00% เพราะ 4% × (1 − 0.20) = 3.20% ซึ่งเพิ่งจะสูงกว่าผลตอบแทนฝากสุทธิ 3.19%

บทเรียนที่ห้ามลืม

ภาษีเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจทางการเงินเสมอ — ทั้งฝั่งรายได้ (ดอกเบี้ยเงินฝากโดนหัก) และฝั่งรายจ่าย (ดอกเบี้ยบ้านลดหย่อนได้) เรื่องเดียวกันแต่คิดภาษีกับไม่คิด อาจได้คำตอบตรงข้ามกันเลย · การวางแผนภาษีเป็น 1 ใน 7 ด้าน — อ่านต่อ การวางแผนการเงินมีกี่ด้าน →

ตัดสินใจการเงินโดยไม่ลืมภาษี

“วางแผนพอ” (PorPlanner) ช่วยให้เห็นภาพรวมการเงินและภาษีไปพร้อมกัน ก่อนตัดสินใจเรื่องเงินก้อนหรือหนี้สิน อย่างเป็นกลางและได้มาตรฐาน CFP® — เริ่มต้นได้ฟรี

เริ่มวางแผนฟรีที่ porplanner.com →
วิศรุต ศรีโรจนกุล (ต๋อม)
นักวางแผนการเงิน CFP® · ผู้ก่อตั้ง “วางแผนพอ”

ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ การเงินและการลงทุน มุ่งทำให้การวางแผนการเงินที่ดีเข้าถึงได้สำหรับคนไทยทุกคน ผ่านเครื่องมือที่คำนวณถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลาง

คำถามที่พบบ่อย

มีเงินก้อน ควรฝากหรือโปะหนี้บ้านดี?

เปรียบเทียบผลตอบแทนเงินฝากหลังหักภาษี กับต้นทุนดอกเบี้ยบ้านหลังหักสิทธิลดหย่อน ถ้าเงินฝากหลังภาษีสูงกว่าต้นทุนกู้ที่แท้จริง ก็ควรฝาก แต่ถ้าต้นทุนกู้สูงกว่า ก็ควรนำไปโปะหนี้

ทำไมต้องคิดภาษีในการเปรียบเทียบ?

เพราะดอกเบี้ยเงินฝากถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทำให้ผลตอบแทนจริงลดลง ขณะที่ดอกเบี้ยบ้านลดหย่อนภาษีได้ (สูงสุด 100,000 บาท/ปี) ทำให้ต้นทุนกู้จริงต่ำกว่าหน้าสัญญา ลืมสองปัจจัยนี้อาจตัดสินใจผิด

ควรโปะหนี้บ้านเมื่อไหร่?

เมื่อต้นทุนดอกเบี้ยบ้านหลังหักลดหย่อน สูงกว่าผลตอบแทนเงินฝากหลังหักภาษี เช่น ฝากได้ 3.75% (สุทธิ 3.19%) ฐานภาษี 20% ควรโปะเมื่อดอกเบี้ยกู้เกินราว 4% เพราะ 4% หลังลดหย่อน 20% = 3.20% สูงกว่า 3.19%

ดอกเบี้ยบ้านลดหย่อนภาษีได้เท่าไร?

ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47(1)(ซ) ผลของการลดต้นทุนกู้จึงใช้ได้เต็มที่กับดอกเบี้ยส่วนที่ไม่เกินเพดานนี้